Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

 
หน้าผาจำลองให้เช่า
เรามีผาจำลองทั้งแบบ Bloder และ Climbing

HighRopeCourse
สร้าง-ออกแบบกิจกรรม
ผจญภัยและทำงานที่สูง ที่นี่

รวมแหล่งปีนหน้าผา
แหล่งปีนหน้าผาใน เมืองไทย ถูกรวมไว้ ที่นี่

กิจกรรม Adventure
รับจัดกิจกรรมให้กับ องค์กรต่างๆ

Content on this page requires a newer version of Adobe Flash Player.

Get Adobe Flash player

เรียนปีนผา คลิกที่นี้

... ทริปจากทางบ้าน
จะเด็ด      : เรื่อง
จะเด็ด , เอ๋ , แขก , เม้ง   : รูป

ล่องแพ ล่องไพร

“เฮ้ย! เอ๋ไปเที่ยวกันป่าว” ผมทักทายเอ๋ขณะที่กำลังคิดๆอยู่ว่าจะไปเที่ยวที่ไหนดี
“ไปดิ” เอ๋ตอบกลับมาแบบไม่ต้องคิด
“แล้วไปที่ไหนดีล่ะ” ผมโยนหินถามทาง เอ๋ยิ้มๆตอบกลับมาว่า “ไปพะโต๊ะมะ”
“ไปดิ อยากไปมานานแล้ว” ผมรีบตอบกลับไปด้วยอาการเริงร่าสุดๆ แต่ว่าคำตอบนี้คงทำให้เอ๋อึ้งๆไปเหมือนกัน ก็เลยย้อนถามผมกลับมาว่า “จะเด็ดรู้จักพะโต๊ะด้วยเหรอ? “ “อ้าว! ทำไมจะไม่รู้จัก เราเคยหาข้อมูลจะไปเที่ยวตั้งหลายทีแล้ว เออ..ว่าแต่เอ๋เถอะรู้จักพะโต๊ะได้งัยอะ” ผมย้อนถามกลับไปบ้าง เอ๋หัวเราะแล้วตอบกลับมาว่า “อิอิ พี่สาวเราแต่งงานแล้วอยู่ที่นั่น แม่ของน้องแสงตะวันหลานเรางัย” “โธ่เอ้ย! เราก็คิดว่าอยากจะไปเที่ยวเดินป่าที่
นั่นซะอีก ที่แท้ก็อยากจะไปหาหลานว่างั้นเถอะ” น่านๆเจอผมแขวะเข้าให้

หลังจากคุยกันในวันนั้นแล้วผมก็พยายามแย๊บๆ เอ๋อยู่เรื่อยๆว่าเมื่อไหร่จะไปพะโต๊ะกันดี แล้วก็ส่งเรื่องราวและรูปภาพการเที่ยวป่าล่องแพที่พะโต๊ะให้เอ๋อ่านอยู่เรื่อยๆ พอได้อ่านเรื่องด้วยดูรูปด้วยทำให้เอ๋อยากจะลองเที่ยวแบบนี้ดูบ้าง (ได้ผลครับ) ทีนี้ก็มาถามกันล่ะว่าจะชวนใครไปกันมั่ง แล้วจะไปกันเมื่อไหร่ กว่าจะลงตัวก็ผ่านมาประมาณ 2 เดือนจากวันที่ตกลงว่าจะไปพะโต๊ะกัน

ระหว่างนั้นเอ๋ได้โทรติดต่อขอรายละเอียดจากทางหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะตลอด แล้วก็มาตกลงกับพวกที่จะไปว่าจะเลือกโปรแกรมซี่งทางหน่วยฯมีอยู่แล้ว คือเดินป่า-ล่องแพไม้ไผ่ 3 วัน 2คืน อาหารการกินทางเจ้าหน้าที่จะจัดการให้ทั้งหมด ส่วนคนที่จะไปด้วยกันก็มี ผม เอ๋ พี่นุช พี่หน่อย นัท เสก นกน้อย เม้งแล้วก็แขก เป็นหญิง 4 ชายโฉด เอ้ย! ไม่ใช่ หญิง 4 ชาย 5 ตะหาก

พอรู้ว่ามีใครไปมั้งผมก็คิดหนักเหมือนกันเพราะคนที่เคยเดินป่ามีแต่ผมกับพี่นุช 2 คนเท่านั้น อืม..แล้วจะไปกันรอดไหมเนี้ย แต่พอมาคิดๆดูอีกที ผมว่าดีนะที่จะให้คนที่ไม่เคยเดินป่าได้มาลองสัมผัสกับธรรมชาติและได้ลองใช้ชีวิตในป่าดูบ้าง เผื่อว่าเค้าจะมีความรู้สึกชอบขึ้นมาบ้างก็ได้ (พาคนอื่น ไปลำบากอีกแล้วตู)




พวกผมเดินทางมาถึงบ้านพี่สาวเอ๋ที่พะโต๊ะตอนเช้ามืด อ๋อลืมบอกไปแฟนพี่สาวเอ๋ชื่อพี่พงศา เป็นหัวหน้าหน่วยอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำพะโต๊ะนั่นละครับ(โชคดีจังเลย) พี่สาวเอ๋ออกมาต้อนรับ แล้วก็จัดแจงหาที่หาทางให้พวกผมได้นอนพักผ่อนกันต่อ

ตอนเช้าก็มีอาหารให้กินกันอย่างอิ่มหนำสำราญ หลังอาหารเช้า พี่กอล์ฟรองหัวหน้าหน่วยฯได้พาทีมเจ้าหน้าที่ที่จะพาเดินป่า-ล่องแพมาสมทบกับพวกผม ทางทีมเจ้าหน้าที่ก็จะมีพี่กอล์ฟเป็นหัวหน้าทีม แล้วก็มีพี่เชษฐ์ พี่กบ พี่กอบ พี่หมู และพี่ต้อ ทั้งหมด 6 คน
พี่ๆแต่ละคนพอมาถึงก็จัดแจงแบ่งข้าวของสัมภาระและเสบียงกระจายไปตามเป้ของต่ละคน “พวกคุณมีของอะไรจะให้พวกผมช่วยแบกไปให้ไหมครับ” พี่กอล์ฟถามพวกผม “มีเต็นท์ 2 หลังครับ แล้วก็ขวดนี้อีกขวดนึงครับ รักษาสุดชีวิตเลยนะพี่” ผมบอกพร้อมกับส่งขวดเหล้า “โอ้ย! ขวดนี้เอาไปไม่ได้หรอกครับ ต้องถ่ายใส่ขวดพลาสติกไปนะไม่งั้นมันหนักขวด” พี่กอล์ฟพูดขณะรับขวดไป

“เอ้า! ใครที่จัดของเสร็จแล้วขึ้นเป้ตามผมมาเลยครับ เราจะเดินกันไปเรื่อยๆก่อน ใครที่ยังไม่เสร็จก็เดินตาม มาทีหลังก็แล้วกัน” พี่เชษฐ์ตะโกนบอก พวกผมก็งงอะสิครับ “เราจะเริ่มเดินกันจากที่บ้านนี่เลยหรอครับพี่” ใครคนนึงถาม “เนี้ยเดินตัดไป ทางข้างบ้านนี่ได้เลย” พี่เชษฐ์ยืนยันพร้อมกับก้าวเท้าเดินนำหน้าออกไป มีนกน้อย เสกและนัท เดินตามพี่เชษฐ์ไป ส่วนคนอื่นๆยังรอคนที่ยังไม่เสร็จอยู่ “นี้งัยรอยหมูป่าออกมาหากิน” เสียงพี่เชษฐ์แว่วมาจากเนินข้างบ้าน พวกผมที่เหลือก็กำลังจะเดินตามไป พอดีพี่กอล์ฟเดินออกมาจากบ้านพูดว่า “เอาของขึ้นรถกันได้เลยครับ..... อ้าว! ไอ้เชษฐ์เล่นพวกพี่ซะแล้วหรอเนี้ย” พวกที่เหลืออยู่ก็หัวเราะกันยกใหญ่ ก็ไอ้ทาง ที่พี่เชษฐ์พาเดินไปน่ะ มันเป็นสวนทุเรียนที่อยู่บนเนินข้างบ้านครับ ทำเอาพวกที่เดินตามไปได้เหงื่อกันชุ่มเลย ขำก็ขำนะที่เพื่อนหลงกล แต่ก็กลัวๆเหมือนกันว่าจะโดนอำอะไรกันอีกหรือป่าว “ผมพาพวกพี่ๆเค้าไปทดสอบมาครับ ว่าจะเดินกันไหวไม๊” พี่เชษฐ์หันมาบอกพวกที่ไม่หลงกลฟัง แล้วก็จัดแจงเอาเป้ขึ้นไปเรียงบนรถพี่กอล์ฟ

จากนั้นทั้งหมดก็นั่งรถพี่กอล์ฟไปยังจุดที่จะเริ่มเดินป่ากัน ระหว่างทางพี่เชษฐ์ก็คุยโน้นคุยนี่ให้พวกผมฟังกันไปตลอด “เนี้ยต้นสับปะรดบราซิล” พี่เชษฐ์พูดพร้อมชี้ไปที่ต้นไม้ชนิดหนึ่ง แล้วก็อธิบายที่มาซะยืดยาวเลยทีเดียว สรุปแล้วไอ้ต้นที่บอกว่าสับปะรดบราซิลอะครับ มันคือต้นปาล์มน้ำมันครับ ถ้าใครไม่เคยรู้จักมาก่อนคงหลงเชื่อพี่แกแน่ๆ

มีอยู่ช่วงนึงรถวิ่งผ่านลานโล่งๆกว้างมากแถบชายป่า พี่เชษฐ์บอกว่า ”ตรงนี้เมื่อก่อนเคยเป็นสนามบินญี่ปุ่น ดูบนภูเขานั่นสิ มีร่องรอยเครื่องบินมาทิ้งระเบิดด้วย” พวกผมก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก็เลยถามพี่คนอื่นดู พวกพี่เค้าก็บอกว่าเคยเป็นสนามบินจริง พวกผมก็เชื่อสิครับ แล้วจู่ๆพี่กบก็พูดขึ้นมาว่า” จริงๆแล้วไม่ใช่สนามบินหรอกครับ มันคือเหมืองแร่เก่าต่างหาก เค้าร่อนแร่แล้วก็กองเศษหินเศษทรายไว้แถวนี้ พอเลิกกิจการเค้าก็เกลี่ยกองหินกองทรายเหล่านั้นให้เรียบ มันก็เลยกลายเป็นลานโล่งแบบสนามบินครับ” “โอ้โหพี่ มาทริปนี้นี่เชื่ออะไรพวกพี่ได้มั่งเนี้ย โดนอำซะสนิทเลย”ผมโวยเข้าให้ “ผมอะคนดีครับพี่ เชื่อผมได้” พี่กบรีบแก้ตัว พี่คนอื่นๆก็เลยประณามพี่กบเลยครับว่า “เมื่อก่อนก็เชื่อไม่ได้เหมือนกันละวะ เดี๋ยวนี้ทำมาเป็นคนดี” “คนเรามันก็เปลี่ยนแปลงกันได้ รับรองทริปนี้ผมจะเป็นคนดีครับเชื่อได้” พี่กบยังเลี่ยงไปได้อีกแฮะ พี่กบได้ขยายความนิดนึงเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ว่า ”เหมืองแร่ส่วนใหญ่จะถูกสำรวจพบอยู่ตามป่าเขา ฉะนั้นเวลาที่มีการให้สัมปทานทำเหมืองแร่ สักแห่งนึง นั่นย่อมหมายความว่าต้องมีการสูญเสียป่าไม้ไปด้วย ทำให้ระยะหลังๆมานี่ไม่ค่อยมีการอนุญาตให้ทำเหมืองแร่กันซักเท่าไหร่แล้วละครับ” บรรยากาศสนุกสนานครื้นเครงในช่วงที่นั่งรถมาทำให้พวกผมมีความสนิทกับพวกพี่เจ้าหน้าที่ กันเร็วขึ้น ซึ่งผมก็คิดว่าพวกพี่เค้าก็คงอยากให้เป็นยังงั้นเหมือนกัน






รถของพี่กอล์ฟได้แล่นมาจอดที่บ้านสวนหลังหนึ่งบริเวณห้วยปิ(คลองปิ) ซึ่งจากจุดนี้ไปพวกเราทั้งหมดจะต้องเดินเท้ากันต่อ หลังจากขนเป้ขนสัมภาระลงมาจัดแจงกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พวกผมก็มานั่งใส่ถุงกันทากกันต่อ แต่พวกพี่ๆเค้าไม่ใส่ถุงกันทากกันสักกะคน เดินไปเก็บเงาะบ้างมังคุดบ้างมาให้พวกผมกินกันอย่างเอร็ดอร่อย เมื่อเตรียมตัวกันเสร็จทั้งหมดก็พร้อมที่จะก้าวเท้าเข้าป่ากัน

สำหรับคนที่ไม่เคยเดินป่าอย่างหลายๆคนที่มาในทริปนี้ นี่จะเป็นก้าวแรกที่จะพาตัวเองเข้าไปสัมผัสกับ ขุนเขา ป่าไม้ และลำธารตามธรรมชาติอย่างแท้จริง จะได้พบกับประสบการณ์ใหม่ ซึ่งแต่ละคนไม่เคยสัมผัสมาก่อน “เฮ้ย! ใครเอาก้อนหินมาใส่เป้ชั้นเนี้ย” เสียงพี่หน่อยโอดครวญหลังจากพยายามจะขึ้นเป้ “พี่เอาของไปฝากไว้เอง เห็นเป้มันใบใหญ่มีที่ว่างอยู่เยอะก็เลยฝากของไปด้วย เป็นงัยแบกไหวมั้ย ถ้าไม่ไหวเดี๋ยวเปลี่ยนมาแบกเป้พี่แทนก็ได้นะ เอามะ” พี่กอล์ฟรีบแสดงตัวออกมาทันทีก่อนที่จะถูกบ่นจนหูชาไปมากกว่านี้ อ้าว...ไม่เชื่อละสิว่าหูชาจริงๆ คือยังงี้ครับ ตอนที่นั่งรถมามีอยู่ช่วงนึง พวกเราก็แปลกใจ ว่าทำไมจู่ๆพี่กอล์ฟถึงได้จอดรถหว่า พี่กอล์ฟก็ออกจากรถมาเก็บใบไม้สดๆ 2 ใบ ขย่ำๆเป็นก้อนกลมๆแล้วก็เอามาอุดหู แล้วก็หันมายิ้มกับพวกที่นั่งอยู่ท้ายกะบะว่า”ไม่ไหวครับนั่งอยู่ข้างหน้า เถียงสู้สาวๆไม่ได้เลย” แล้วก็ไปขับรถต่อ(เออ...เอาสิครับ เพิ่งจะรู้เหมือนกันเนี้ยว่าใบไม้ก็ใช้แทนสำลีอุดหูได้เหมือนกันแฮะ) เห็นไม๊ละครับว่าพี่กอล์ฟกลัวถูกบ่นขนาดไหน พี่หน่อยก็ไม่ยอมเปลี่ยนเป้ซะด้วยสิ ยังคงยืนยันที่จะแบกเป้ของตัวเองต่อ พวกเราเริ่มออกเดินกันจริงๆก็ 10 โมงพอดี

ช่วงแรกของการเดินจะเป็นสวนผลไม้ของชาวบ้าน มีทางเดินเป็นแนวเห็นได้ชัด เดินสบายๆ แต่ก็โดนพี่เชษฐ์กับพี่กบแกล้งอีกจนได้ “เอ้าเดินมาทางนี้ครับ”พี่เชษฐ์บอก แล้วก็เดินไปทางขวา “เดินมาทางนี้ครับ เชื่อผมดิ” พี่กบร้องบอก แล้วก็เดินไปทางซ้าย แล้วจะเชื่อใครดีละเนี้ย พวกผมก็เลยหยุดเดินรอดูว่าพวกพี่ๆคนอื่นจะไปทางไหนกัน ปรากฏว่าเดินไปทางพี่เชษฐ์ พวกผมก็เลยเดินตามไป สักพักพี่กบก็เดินตัดขึ้นมาสมทบ เป็นอันว่าพี่กบก็เชื่อไม่ได้เหมือนกันครับ เดินมาได้ไม่นานก็มาหยุดรวมกันตรงสุดสวนผลไม





พี่กอล์ฟบอกว่า”จากจุดนี้ไปจะเริ่มเข้าเขตป่าอนุรักษ์แล้ว จะเป็นเขตที่ชาวบ้านไม่สามารถเข้ามาทำไร่ทำสวนได้ แล้วก็ระวังทากกันด้วยนะ” พอได้ยินคำว่าให้ระวังทากเท่านั้นละครับ พวกไม่เคยเจอทากเคยแต่รู้ว่าทากดูดเลือดเป็นอาหารก็ขยับถุงกันทากกันยกใหญ่ ดูว่าผูกแน่นหนาดีหรือยัง

ผมได้เคยบอกกับเพื่อนๆที่จะมาแล้วว่าเราจะต้องเดินป่าที่มีทากด้วยนะ และทากที่พะโต๊ะก็ขึ้นชื่อเรื่องความชุกชุมด้วย แต่ทุกคนก็ยังยินดีที่จะมากันอยู่ (จุจุ บางคนยังไม่เคยรู้จักหรือเห็นทากมาก่อนด้วยว่าหน้าตาเป็นยังไง) พอเริ่มจะเดินเข้าเขตป่าก็มีนกเหยี่ยวตัวนึงมาบินวนเวียนส่งเสียงร้องอยู่เหนือหัวพวกเรา เหมือนเป็นการต้อนรับพวกเราสู่ป่า หรือจะเป็นการประกาศให้พวกเราได้รู้ว่ามีสายตาจับจ้องมองพฤติกรรมของคนที่จะเข้าป่าอยู่นะ จะยังไงก็แล้วแต่ ผมดีใจที่ได้เห็นมันบินวนเวียนอยู่แถวๆนั้น พอเดินเข้าเขตป่าปุ๊บเหมือนมีใครไปหรี่แสงดวงอาทิตย์ลงซะยังงั้นละครับ ต้นไม้ที่สูงใหญ่และหนาแน่น ช่วยบดบังแสงแดดที่จะส่องมากระทบบนพื้นดิน ทำให้พื้นดินในป่ามีความชื้นสูง ป่าในลักษณะนี้จะอุ้มน้ำไว้ได้เยอะและจำนวนทากก็จะเยอะขึ้นตามไปด้วยเช่นกัน

พี่เชษฐ์และพี่กบที่แบกของหนักมากๆเดินนำขึ้นเนินสูงขึ้นไปเรื่อยๆ พี่นุชเดินตามติดพี่เชษฐ์ไปตลอด คนอื่นก็เดินตามมาเรื่อยๆ ปิดท้ายขบวนด้วยพี่กอล์ฟ เดินไปได้ไม่เท่าไหร่พี่หน่อยคนเก่งก็เดินไม่ไหวแล้วอะสิ ก็เลยเปลี่ยนเป้กับเสกแทน “นี่งัยทาก” ใครคนหนึ่งร้องบอก “เออใช่ เต็มไปหมดเลย” เอ้า..ดูกันซะให้พอพวกไม่เคยเห็นทาก “น่ารักจังเลยเนอะ ดูสิกระดุกกระดิกด้วย” น่านๆฟังคุณหญิงนัทแกพูดสิเฮ้อ ! ตูละกลุ้ม

ตลอดเส้นทางจะมีทากเป็นระยะๆมีมากเล็กน้อยถึงปานกลาง เฮ้ยๆไม่ใช่พยากรณ์อากาศนี่หว่า ทำเอาผมเพี้ยนได้ด้วยเลยเนี้ย พอเจอทากเยอะๆเข้าเสียงชื่นชมที่เคยมีก็ค่อยๆหายไป ต่างคนต่างระวังทากจะมาเกาะขา ใครที่ทากเกาะก็หยุดแกะโยนทิ้งไป ที่นี้พวกมือใหม่ที่ยังไม่เคยแกะทาก ก็ได้เวลาอันเป็นมงคลฤกษ์แล้วล่ะครับ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่าเอามือคลำ คนที่ไม่เคยเห็นทากก็ได้เห็นแล้ว ใครที่ยังไม่เคยแกะทากก็จะได้แกะกันสดๆเลยครับ เพราะทากเยอะมากต่างคนต่างก็แกะของตัวเอง ขืนรอคนอื่นมีหวังโดนทากดูดเลือดก่อนแน่ๆ

“ว้าย!!!!!!!” “เฮ้ย! เสียงพี่หน่อยนี่หว่า” พวกที่เดินอยู่กลุ่มหน้าหยุดถามกัน “พี่หน่อยเป็นอะไร?” มีเสียงคนร้องถามออกไป ทางพี่หน่อยมีเสียงร้องตอบกลับมาว่า “ไม่มีอะไร ทากมันเกาะเป้ากางเกงพี่หน่อยน่ะ แกะออกให้แล้ว” เจ้าทากตัวนี้นี่บังอาจมาเกาะเป้าแม่ชี เอ๊ย พี่หน่อยได้ ทำตกอกตกใจหมดเลย

มีอีกอย่างนึงคือเจ้าทากผู้น่ารักของคุณหญิงนัทเนี้ยเวลาแกะออกมาไม่ยากเท่าไหร่หรอกครับ มันจะมาลำบากก็ไอ้ตอนที่จะต้องสลัดมันทิ้งไปนี่อะสิครับ มันไม่ค่อยจะหลุดจากมือที่พยายามผลักไสไล่ส่งมันให้ไปไกลๆจากชีวิตนี้ซักเท่าไหร่ มันพยายามเกาะนิ้วที่สลัดมันสุดชีวิต ดั่งกับว่าถ้ามันหลุดจากนิ้วนี้ไป ชีวิตมันจะสูญสิ้นทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ยังงั้นเลยครับ

“ต้องจับแล้วปั้นให้มันเป็นก้อนกลมๆก่อน แล้วค่อยดีดออกไป” เสียงพี่นุชกำลังสอนเอ๋ดีดทาก “เออ..ใช่ ได้ผลนะ” เอ๋ตอบกลับไปหลังจากที่จบหลักสูตรการดีดทาก กะว่าพอออกจากป่าไปแล้วสามารถเอาวิชานี้ไปเล่นดีดลูกแก้วกับเด็กข้างบ้านได้เลยว่างั้นเถอะ หุหุ

เส้นทางที่เดินขึ้นเขาไปเรื่อยๆ ทำให้ขบวนของเราเดินแยกกันเป็นกลุ่มๆ ตามๆกันมา กลุ่มแรกก็จะมีพี่เชษฐ์ พี่กบ พี่นุช เอ๋ นกน้อย แล้วก็ผม พวกที่ตามๆมาก็มีพี่กอบ พี่หมู เม้ง แขก กลุ่มหลังสุดก็มีพี่ต้อ พี่หน่อย(แม่ชี) คุณหญิงนัท เสก(ผู้คอยอาลักขาคุณหญิงนัท) และปิดท้ายขบวนด้วยพี่กอล์ฟ รูปขบวนจะเป็นอย่างนี้ไปตลอดการเดินป่า พี่เชษฐ์จะหาเรื่องกวนประสาทมาพูดคุยอยู่ตลอดเวลา แล้วพี่นุชก็จะเป็นตัวแทนพวกผมคอยเถียงบ้าง แซวกลับบ้าง สร้างความสนุกสนานช่วยทำให้พวกเราลืมเหนื่อยกันไปได้บ้าง

“พี่เชษฐ์ นี่ลูกอะไรอะพี่” พวกผมเห็นลูกไม้ชนิดหนึ่งหล่นเกลื่อนเต็มพื้นก็เลยถามพี่เชษฐ์ “อ้าว! พวกพี่เรียนจบกันมาสูงๆ เค้าไม่มีสอนกันหรอเนี้ย ผมจบแค่ปอหนึ่งครึ่งยังรู้เลยว่าลูกอะไร” เจอพี่เชษฐ์กวนเข้าให้ “โรงเรียนเราไม่มีสอนหรอก เพราะโรงเรียนเราไม่ได้อยู่บ้านนอก” น่านพี่นุชก็ไม่ยอมลดลาวาศอกเลยเหมือนกัน สวนไปเต็มหมัดเลย “อะ ถึงจะโรงเรียนบ้านนอกก็รู้ละกันว่าลูกอะไร เอ๊อะๆ” พี่เชษฐ์ก็สวนกลับมาอีก “โธ่! พี่แล้ววันนี้ผมจะรู้ไม๊เนี้ยว่ามันลูกอะไร” ผมออกมาตัดบท พี่เชษฐ์ก็เลยเฉลยว่า “เค้าเรียกว่าลูกเนียงครับ เอามาจิ้มน้ำพริกกินได้ อร่อยนะเนี้ย จะเก็บเอาไปกินก็ได้นะ” แต่ก็ไม่มีใครเก็บเอาไปกิน ปล่อยให้มันกลายเป็นอาหารของสัตว์ป่าต่อไป

พอเดินได้ระยะทางพอสมควรเห็นว่ากลุ่มหลังตามมาไม่ทันก็หยุดรอกัน เป้ใครหนักก็ปลดเป้ลงวางไว้ก่อน สักพักแขกก็เดินโขยกเขยกออกมาพร้อมกับใบหน้าซีดๆเหงื่อท่วมตัว “จะเด็ดเอากระเป๋ากล้องไปถือที ไม่อยากจะเชื่อเลย กระเป๋ากล้องใบนิดเดียวทำไมมันหนักอย่างนี้วะ” แขกพูดแบบหายใจไม่ค่อยทัน แล้วก็ยื่นกระเป๋าใส่กล้องดิจิตอล 2 ตัวมาให้ผม “เป็นงัยไหวเปล่าวะ” ผมถามแขก แขกก็ตอนกลับมาว่า "ไหว ขอพักนิดนึงก่อน เฮ้อ! ทีหลังมาเที่ยวแบบนี้ไม่ต้องชวนผมอีกแล้วนะ” อ้าวเป็นงั้นไป “เฮ้ย นี่เดินสบายแล้วนา” ผมก็เลยพูดปลอบใจแขก

“น้องหน่อยจ๋า ถึงไหนแล้ว พี่เชษฐ์รออยู่นานแล้วนะ” พี่เชษฐ์ตะโกนเสียงกวนๆไปหาพี่หน่อยที่กลุ่มหลัง “น้องหน่อยคนเก่งของพี่เดินไหวไม๊เนี้ย” ยังไม่พอครับยังตะโกนอยู่อีก ไม่นานนักพวกกลุ่มหลังก็ทยอยกันเดินออกมา พี่หน่อยยังเดินแบกเป้โซเซอยู่

คุณหญิงนัทเดินตัวเปล่าไม่รู้ว่าเป้ไปอยู่ที่พี่คนไหนแล้วด้วยแถมยังมีเสกคอยประคองเดินตลอดทาง ทำให้ผมนึกถึงนวนิยายเรื่องล่องไพร ของน้อย อินทนนท์ ขึ้นมาได้ ล่องไพรเป็นนวนิยายผจญภัยในป่าที่มักจะมีราชนิกุลสาวร่วมเดินทางไปด้วย ผมก็เลยตั้งฉายาให้นัทว่า”ราชนิกุลสาว” และให้ฉายาเสกว่า”นายสนองโอษฐ์” แต่บางคนเห็นว่าไม่เหมาะ เสกน่าจะได้ฉายาว่า”ขันที”มากกว่า เพราะคอยตามปรนนิบัตินัททุกฝีก้าว แต่ก็มีคนไม่เห็นด้วยอีก เพราะคิดว่าเป็นการดูถูกเสกมากเกินไป น่าจะให้ฉายาว่า”ขันหลายที”มากกว่า พวกเราทั้งหมดเห็นด้วย ก็เลยยึดเอาชื่อ ”ราชนิกุลสาว” แทนชื่อนัท และ “ขันหลายที” แทนชื่อเสก


“คุณหน่อยเอาเป้มาให้พวกผมแบกดีกว่า” พี่กอล์ฟบอกกับพี่หน่อย เพราะเห็นสภาพแล้วคิดว่าพี่หน่อยไม่ไหวแน่ๆ “ไม่เป็นไรเราแบกเองได้” โอ้โห...เข้มแข็งจริงๆพี่เรา “น้องหน่อยไม่ไหวรีบบอกพี่เชษฐ์เลยนะจ๊ะ เดี๋ยวพี่จะอุ้มไปเอง” พี่เชษฐ์ยังไม่ละความพยายามอีกแฮะ “พี่ๆ มีหมาตามพวกเรามาด้วยเนี้ย” ใครคนหนึ่งร้องบอก “อ๋อ! ไอ้มอมนั่นเอง มันเป็นหมาของบ้านหลังที่เราเริ่มต้นเดินกันมานั่นหละครับ มันชอบตามคนเข้าป่า พวกผมมากี่เที่ยว ๆ มันก้อตามมาทุกที" พี่เชษฐ์ตอบ "อ้าวแล้วมันจะกลับยังไงหละครับ" ยังมีคนสงสัย "โอ๊ยไม่ต้องห่วงมันหรอกครับ มันตามพวกเราไปจนจบหละครับ" ดูเหมือนมันเป็นเรื่องปกติของพี่เขาไปแล้วหละที่จะมีมอมตามไปด้วยทุกทริป พอพักกันพอแล้วก้อเริ่มเดินทางกันต่อ พี่เชษฐ์ตัดปล้องไม้ไผ่เพื่อให้พวกเราได้ลองดื่มน้ำจากต้นไผ่ด้วย




"เดี๋ยวเราค่อยหยุดกินข้าวตรงห้วยหรุยนะ ใกล้น้ำหน่อย" พี่กอล์ฟร้องบอกพี่เชษฐ์ที่เดินนำหน้า "แล้วอย่าลืมจับไอ้มอมด้วยนะ เดี๋ยวมันจะลงไปแข่น้ำซะก่อน" พี่กอล์ฟบอกเพิ่มเติม พอถึงห้วยหรุยพวกพี่ ๆ ก้อปูผ้าคลุมกระสอบ แล้วเอาส้มตำกับลาบออกมาใส่จานเป็นกับข้าวเหนียวและไก่ทอดที่แต่ละคนแบกติดตัวมา ตอนนั้นเวลาประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ พวกเราหิวกันมาก ก็เลยกินกันอย่างเอร็ดอร่อย กินข้าวเสร็จก้อพักผ่อน รอพวกพี่เชษฐ์ไปรองน้ำใส่ขวดเอามาให้ พอได้น้ำแล้วก้อเริ่มเดินกันต่อ เมื่อท้องอิ่มทุกคนก้อมีแรงเดิน มีแรงพูดกันมากขึ้น เริ่มสังเกตุสภาพแวดล้อมกันมากขึ้น ร่องรอยของสัตว์ป่าที่ทิ้งไว้ ตามกอไผ่และทางเดินเต็มไปหมด และเส้นทางที่เราเดินกันเป็นเส้นทางที่สัตว์ป่าใช้เดินกัน ที่เขาเรียกกันว่า "ด่านสัตว์" นั่นหละ รอยเท้าสัตว์ที่เจอมาก ๆ ก็จะเป็นพวกหมูป่า กระทิง และช้าง บางช่วงหยุดรอกันก้อแกะทากกันไปพลาง ๆ "ไอ้มอมมันไม่โดนทากกัดมั่งรึไงนะ" เอ๋ถาม "มีรึจะไม่โดน ดูที่เท้ามันซิ แดงเลยหน่ะ" ผมตอบพร้อมกับชี้ไปที่เท้าเจ้ามอมซึ่งแดงไปด้วยเลือดทั้งสี่ขา "ผมโดนกัดที่คอ ตัวเบ้อเริ่มเลย สงสัยมันกระดึ๊บมาที่เป้ตอนปลดเป้วางไว้" เม้งพูด "แต่ผมก็ยังชอบเที่ยวแบบนี้อยู่นะ" ต้องยังงั้นซี่ ชักจะชินกับทากกันแล้ว


"เสียกจักจั่น ร้องดังจังวุ้ย" นกน้อยเริ่มพูดขี้นมาบ้าง แต่อย่างว่าละ จักจั่นมันร้องดังจริง ๆ ดังจนปวดหูเลย "เห็นตัวมันมั่งมั้ยพี่?" ผมถามพี่เชษฐ์ ทีนี้ทุกคนก็มองหาจักจั่นกันยกใหญ่ "นั่นไง มันเกาะอยู่ตรงนั้นไง" พี่เชษฐ์บอกพร้อมกับชี้ให้พวกเราดู "โอ้โฮ ทำไมตัวมันใหญ่จังวะ!" ผมร้องอุทานออกมา เพราะตัวมันใหญ่จริง ๆ "แล้วจักจั่นงวงหละมีปะพี่" ผมถามต่อ "มีครับ เดี๋ยวก้อเจอ มันมีต้นไม้อยู่ต้นนึง มีจักจั่นงวงเกาะอยู่ประมาณ 50 ตัวได้มั้ง" พี่เชษฐ์บอก แล้วพวกเราเดินต่อไปอีกนิดก้อเจอจักจั่นงวง พวกมันเกาะกันเป็นกลุ่ม ๆ กลุ่มละสามตัวบ้าง ห้าตัวบ้าง แต่ก้อไม่เยอะถึง 50 ตัว พี่เชษฐ์บอกว่าเมื่อก่อนมันเยอะจริง ๆ แต่เดี่ยวนี้มันหายไปไหนกันหมดก้อไม่รู้ ผมก้อหยุดถ่ายรูปจักจั่นงวงไปหลายรูปเหมือนกัน

ก้อเลยทำให้มาเดินรวมกับกลุ่มหลัง ช่วงนี้ก้อเลยได้เห็นว่า เสกจะคอยดูแลนัทเป็นอย่างดี ส่วนพี่หน่อยตอนนี้ก้อเปลี่ยนมาสะพายกระเป๋าใบเล็กของพี่กอล์ฟไปซะแล้ว "แขกไหวมะ? พี่ยังไหวอยู่นะ เหนื่อยก้อบอกมาเถอะ ไม่ต้องทำเป็นฟอร์มหรอก" นั่น พอได้เดินตัวเบาหน่อยก้อเริ่มมีแรงแซวคนอื่นแล้วครับ พอมาถึงทางเดินช่วงหนึ่งที่ต้องเดินขึ้นชันหน่อย เอ๋ก้อบอกกับแขกว่า "แขกเดินดี ๆ นะ เดี๋ยวลื่นล้มมาทับเราเข้า" เอ๋คงจะเห็นว่าแขกเดินล้มลุกคลุกคลานมาหลายเที่ยวแล้ว ก้อเลยแซวแขก ไม่นานนักผมก้อเดินขึ้นไปทันกลุ่มหน้า ส่วนกลุ่มหลังก้อค่อย ๆ คลานกันขึ้นมา พี่เชษฐ์พอขึ้นมาถึงบนยอด ก้อปลดเป้ของตัวเองลง แล้วลงไปช่วยแบกเป้ของคนอื่นขึ้นมา ใครขึ้นมาถึงบนยอดก้อปลดเป้นั่งพักกัน "พี่นุชนี่เดินเก่งเนอะ" เอ๋คุยกับผม "อืม ใช้ได้เลย" "นี่ยังถือว่าเดินสบายแล้วนะ พี่นุชเคยเดินป่าที่โหดกว่านี้อีก" ผมพูดตามประสบการณ์ที่เคยไปเดินป่ากับพี่นุชให้ฟัง "คุณนุชนี่เดินเก่งจริง ๆ ครับ ใช้ได้" พี่ต้อมาร่วมวงด้วยอีกคน "โอ้ย ป้าน่ะเหรอ นอกจากจะก๋ากั่น แล้วยังเดินถึกอีกด้วย" เอาละซิ พี่เชษฐ์เข้ามาร่วมวงอีกแล้วครับ หลังจากที่พี่เชษฐ์กับพี่นุชเดินกัดกัน เฮ้ย!! ไม่ใช่ เดินแซวกันมาตลอดทาง พี่นุชก้อได้ฉายาแล้วหละครับว่า "ก๋ากั่น" แล้วนี่ยังได้ฉายาว่า "ถึก" อีก น่าภูมิใจจังเลยเนอะ "เอ้ออ..น้องหน่อย พี่ถามจริง ๆ เถอะ ไปอกหักมาหรือไง ถึงได้ไปบวชชี

เนี่ย" อ้าว พี่เชษฐ์หันมาแซวพี่หน่อยอีกแล้ว พี่หน่อยเค้าไปตัดผมสั้นมาครับ สั้นชนิดที่เรียกว่า เกือบ ๆ โกนหน่ะครับ พี่เชษฐ์ก้อเลยแซว "ทำไมเหรอพี่คล้าว ชอบชีใช่ม๊า" นั่น เจอพี่หน่อยเข้าให้ ชื่อ "คล้าว" น่ะชื่อพ่อพี่เค้านะ เหตุที่พี่หน่อยรู้ว่าพ่อพี่เชษฐ์ชื่อคล้าว ก็เพราะพี่กอล์ฟเค้าอำว่า พี่เชษฐ์มีอีกชื่อว่าคล้าว ทีนี้พอพี่เชษฐ์ถูกเรียกว่าคล้าว ก็เลยสะดุ้งน่ะซิ กลับเข้าเรื่องกันต่อละกัน พอมากันครบพี่กอล์ฟก้อบอกว่า ให้พวกที่เดินกันเร็ว เดินกันไปก่อน จะได้ไปตั้งแคมป์หุงข้าวกัน ไม่งั้นเดี๋ยวจะมืดซะก่อน เพราะกลุ่มหลังเดินกันช้ามาก พวกเราก้อเลยแบ่งกันเป็นสองกลุ่ม พี่เชษฐ์ พี่กบ พี่หมู พี่ต้อ พี่นุช นกน้อย แขก และผม เดินนำไปก่อน

เดินมาถึงเนินอีกช่วงหนึ่ง พี่เชษฐ์หยุดรอกลุ่มหลัง แล้วให้พี่กบนำทาง พี่กบก้อเดินนำหน้าพวกเราไปกับพี่หมู เดินไปก้อหาตัดหวายไปด้วย หวายมีหลายชนิด ทั้งแบบที่เป็นเส้นเล็กและเส้นใหญ่ แต่หวายที่พี่กบเลือกตัดเป็นชนิดเส้นเล็ก เพื่อเอาไว้มัดของแทนเชือก พวกผมก้อคอยช่วยมองดูด้วยว่ามีหวายตรงไหนให้ตัดมั่ง "วู้วววว" เสียงพี่เชษฐ์ตะโกนมา "วู้วววว" พี่กบก็กู่ร้องรับ แล้วพี่เชษฐ์ก็ตะโกนมาว่า "ไอ้เสือถอย หลงทางแล้ว" อ้าว พี่กบพาหลงเหรอวะเนี่ย ระหว่างทางเพิ่งจะคุยกับพี่เชษฐ์และพี่กบ เรื่องที่พี่ทั้งสองพาพี่กัณฑ์แห่งคนแบกเป้หลงป่ากันมาแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะมาเจอกับทริปนี้ด้วย พวกผมก้อเลยต้องเดินย้อนกลับไปทางเดิม "ทางนี้ก้อไปได้นี่" พี่กบบอกกับพี่เชษฐ์ "ไปได้ แต่ต้องข้ามเนินอีกสิบกว่าเนินแน่ะ ไปซิ" พี่เชษฐ์บอก "อ้าว พี่กบพาหลงนี่" ผมแซวบ้าง "ป่าว ผมพาไปตัดหวาย" พี่กบแก้ตัว ตัดหวายไม่ต้องพาเดินไปตั้งไกลก็ได้มั้งพี่ "เดินข้ามเนินไปอีกเนินเดียวก้อถึงแล้ว" พี่เชษฐ์บอกขณะที่พวกเราออกเดินกันต่อ แต่แขกขอหยุดพักตรงจุดที่กลุ่มหลังนั่งพักกันอยู่ แล้วรอเดินไปพร้อมกับกลุ่มหลัง

พอลงจากเนิน พวกเราก้อเจอลำธารสายใหญ่ขวางหน้าอยู่ พี่เชษฐ์ พี่กบ พี่ต้อ พี่หมู ไม่พูดพล่ามทำเพลง เดินลุยน้ำที่ไหลแรง ข้ามไปฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดตั้งแคมป์ในคืนนี้ พี่กบพอวางเป้เสร็จ ก้อหันกลับมารับพวกผม ก่อนที่จะโดนกระแสน้ำพัดไปซะก่อน ไม่นานนักพวกที่เหลือก้อโผล่ออกมาจากฝั่งตรงข้าม ค่อย ๆ ทยอยข้ามฝั่งกันมา แขกถูกกระแสน้ำพัดเกือบลอยไปตามน้ำ ต้องไปช่วยกันยึดขึ้นมา แล้วอย่างแขกเนี่ย ช้างน้อยดี ๆ นี่เอง ต้องไปช่วยกันหลายคนทีเดียวกว่าจะฉุดขึ้นมาได้

สาเหตุหนึ่งที่ทำให้เดินข้ามลำธารลำบาก ก้อเพราะว่า ใต้ทองน้ำเป็นก้อนกรวด ก้อนหิน ที่ลื่น เวลาเดินต้องหยั่งเท้าให้มั่นคง ก่อนจะก้าวเท้าต่อไป

ตอนนั้นเวลาประมาณหกโมงเย็นเข้าไปแล้ว พวกพี่ ๆ ที่ข้ามกันมากลุ่มแรกก้อเริ่มตั้งแคมป์กัน บริเวณนั้นเป็นหาดกรวดหาดทราย ที่เวลาน้ำเยอะ ๆ จะพัดเอากรวดและทรายเหล่านี้มากองไว้ เวลาน้ำลงจึงเห็นเป็นเนินทรายบริเวณเวิ้งน้ำนั้น ร่องรอยของแคมป์เก่ายังมีให้เห็นอยู่ โดยเฉพาะไม้ไผ่ที่ทำเป็นสามเส้า เอาไว้ผูกเปล จะสังเกตุเห็นเป็นเอกลักษณ์ได้ง่ายทีเดียว พวกพี่ ๆ ต่างคนต่างช่วยกันทำงาน บ้างก้อไฟ บ้างตัดกระบอกไม้ไผ่มาหุงข้าว

เรื่องหุงข้าวนี่เด็ดสุด ๆ ครับ ที่พะโต๊ะ เขาจะใช้ใบคลุ้มห่อข้าวที่ซาวแล้ว นำมาพับแบบกลีบข้าวต้มมัด เรียงยัดใส่กระบอกไม้ไผ่สด ๆ ลำใหญ่ ๆ ใส่น้ำให้เต็ม ใช้ใบคลุ้มปิดปากกระบอกอีกที นำไปตั้งบนกองไฟ พอเสร็จก้อจะได้ข้าวห่อใบคลุ้มที่หอมอร่อย น่ากินมาก



หลังจากที่พวกผมวางเป้กันหมดแล้ว ก้อมานั่งสำรวจกันว่า มีทากเกาะกันบ้างหรือปล่าว ปรากฎว่าแต่ละคนยังมีทากเกาะตามรองเท้าบ้าง กางเกงบ้าง เสื้อบ้าง แต่ละคนโดนเกาะกันเป็นสิบตัวเลย พอสำรวจภายนอกเสร็จ พวกผู้ชายก้อถอดเสื้อออกมาสำรวจกันดู ปรากฎว่าเสกโดนทากกัดที่กลางหลัง นกน้อยโดนที่ท้องน้อย ผมโดนรอบเอวเลยครับ รวม ๆ ทั่วตัวก้อเกือบสิบที่เห็นจะได้ พวกผู้หญิงก้อโดนเหมือนกัน พี่นุชโดนที่ขาสองที่ เอ๋โดนที่เอว สรุปแล้วก้อโดนกันทั่วถึงครับงานนี้

พอหมดเรื่องทากพวกผมก้อหมดทุกข์หมดโศกกันซะที เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน "หน่อย.. อุปกรณ์อาบน้ำของหน่อยลอยน้ำไปแล้วนะ" พี่นุชสารภาพผิดกับพี่หน่อย "ไม่เป็นไรพี่ หน่อยใช้ของคนอื่นก้อได้" ก้อมันลอยไปตามน้ำแล้วนี่ครับ จะว่ายตามไปใช้ก้อได้นะ พอดีพี่กอล์ฟได้ยินเข้าก้อเลยบอกว่า "ถ้ามีอะไรลอยน้ำไป ก้อตะโกนบอกพวกพี่ได้เลยนะ ยังเก็บทัน" "จะทันเหรอพี่น้ำมันแรงนะเนี่ย" ผมถาม "ทันครับ มันจะไปลอยเอื่อย ๆ อยู่ด้านล่างโน่นหละครับ" พี่กอล์ฟอธิบาย ระหว่างที่เล่นน้ำกันอยู่

พี่นุชก้อดำผุดดำว่ายอยู่ตรงน้ำที่ไหลแรง ๆ ทีนี้ก้อโดนน้ำพัดไปหน่ะซิครับ พอดีเสกยืนอยู่ตรงนั้น ก้อเลยช่วยยึดเอาไว้ แล้วก้อมีเอ๋กับพี่หน่อยไปช่วยจับพยุงขึ้น "รองเท้าแตะลอยน้ำไปแล้วอ่ะ" อีกแล้วครับพี่นุช นี่ดีนะเนี่ย ตัวไม่ลอยน้ำไปด้วย ยิ่งเพรียวลมอยู่ "พี่ ๆ รองเท้าลอยน้ำไปแล้วครับ" ผมร้องตะโกนลงไปด้านล่างของลำธาร ไม่รู้ว่ามีใครอยู่แถวนั้นบ้างหรือเปล่า "นี่มันลอยไปแล้วข้างหนึ่ง พี่นุชก้อถอดให้มันลอยไปอีกข้างหนึ่งซิพี่ เผื่อใครเก็บได้ทั้งสองข้าง จะได้เอาไปใช้ได้" เออ ความคิดดีแฮะ แต่มันจะเหมือนลอยกระทงรึเปล่าหว่า "รองเท้าใครครับ?"

พี่ต้อเดินถือรองเท้าข้างที่ลอยไปมาให้ "โหยย.. ขอบคุณครับพี่ โชคดีนะเนี่ยได้รองเท้าคืนมา เนี่ยตั้งแต่ซื้อมา พี่นุชเพิ่งจะใส่ได้แป๊บเดียวเอง" ผมร้องขอบคุณพี่ต้อ แล้วรับรองเท้ามาให้พี่นุช พออาบน้ำกันหนำใจแล้ว





ก้อจัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้า จัดที่นอนกัน พวกผู้หญิงสี่คนนอน หนึ่งเต็นท์ แขก, นกน้อย, เสก นอนเต็นท์อีกหลังหนึ่ง ส่วนเม้งกับผม ขอนอนข้างนอกกับพวกพี่ ๆ เค้า พวกเรากว่าจะได้กินข้าวกัน ก็ทุ่มกว่า ๆ โน่นแน่ะ เมนูอาหารภายใต้แสงเทียนมื้อนี้ประกอบไปด้วย แกงส้มยอดผักกูด เป็นผักกูดที่หาเก็บเอาแถว ๆ แคมป์นั้นละครับ ปลากระเบนทอด ไข่เค็ม และข้าวห่อใบคลุ้มที่แสนจะหอมหวล พวกผมกินกันอย่างเอร็ดอร่อย บวกกับความหิวเข้าไปด้วย ก้อนึกภาพกันเอาเองละกันว่าภาพจะออกมาเป็นยังไง

ลืมบอกไปอาหารมื้อนี้พี่กอล์ฟเป็นพ่อครัวใหญ่ครับ ระหว่างที่พวกผมนั่งกินข้าวกัน พวกพี่ ๆ เจ้าหน้าที่ถึงจะได้ไปอาบน้ำอาบท่ากัน ซึ้งใจจริง ๆ ครับ เค้าบริการพวกเราดีมาก แล้วพี่เชษฐ์ก้อมีเมนูพิเศษให้พี่หน่อยด้วย พี่เชษฐ์ยื่นจานที่มีถ้วยครอบอยู่ให้พี่หน่อย พี่หน่อยก้อเปิดออกด้วยความระทึกใจ ปรากฎว่า เป็นเข็มขัดของพี่เชษฐ์ครับท่านผู้ชม สร้างความครื้นเครงระหว่างทานข้าวได้ยกนึง

"กินข้าวเสร็จแล้ว ใครจะออกมานอนดูดาวก้อได้นะ พี่ปูผ้าไว้ให้แล้ว" พี่กอล์ฟเชื้อเชิญ แต่ก้อไม่มีพวกเราออกไปนอนดูดาวกัน เพราะว่ากินเสร็จรากก้องอก ไม่ยอมลุกไปไหนกัน นั่งคุยกันได้ซักพักก้อแยกย้ายไปเข้านอนกัน คงเป็นเพราะเดินกันมาเหนื่อย ๆ ด้วย

แต่ก้อเหลือนกน้อยกับผม ที่นั่งคุยกับพี่กอล์ฟและพี่เชษฐ์ ประเด็นที่พูดคุยกันคืนนี้ ก้อหนีไม่พ้นเรื่องผืนป่าพะโต๊ะแห่งนี้ "ตรงจุดที่ตั้งแคมป์กันอยู่นี้ เรียกว่าห้วยกุ่ม บริเวณคลองศอก อยู่ในเขตความรับผิดชอบของ อุทยานแห่งชาติแก่งกรุง อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเขตติดต่อกับพื้นที่ที่หน่วยงานของพี่ดูแลอยู่" พี่กอล์ฟเกริ่นนำให้พวกผมได้รู้ก่อนจะคุยกันต่อ พี่กอล์ฟได้เล่าถึงวัตถุประสงค์ที่นำพวกเรามาเที่ยวกันแบบนี้ ก้อเพื่อที่จะหาโอกาสเข้ามาตรวจป่าไปด้วยในตัว และพยายามจะจัดตั้งชมรมอนุรักษ์และล่องแก่งพะโต๊ะขึ้น เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการช่วยอนุรักษ์ป่าต้นน้ำแห่งนี้ โดยที่ชมรมนี้มีชาวบ้านและผู้คนที่รักป่า ร่วมลงขันกันจัดตั้งขึ้น

ข้อดีในการที่ให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วมก้อเพื่อหยุดการบุกรุกป่า แล้วหันมาอนุรักษ์เพื่อการท่องเที่ยวแทน ทั้งยังเป็นการสร้างรายได้ ให้แก่ชาวบ้านเองด้วย วิธีการนี้เป็นการดำเนินการที่สอดคล้องกับโครงการ "คนอยู่-ป่ายัง" ซึ่งทางหน่วยฯ ได้ดำเนินการอยู่ด้วย โครงการที่ทางหน่วยฯ ได้ทำขึ้นมา มีมากมายนอกจากโครงการ "คนอยู่ -
ป่ายัง" แล้ว ยังมีโครงการค่ายศึกษาระบบนิเวศต้นน้ำ "โครงการค่ายผู้กล้าตัดสินใจรับภาระ" และ "โครงการปลูกป่า" เป็นต้น จากโครงการต่าง ๆ ที่พี่กอล์ฟเล่าให้ฟัง ผมจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกพี่ ๆ ที่นำเรามาเที่ยวถึงมีความพร้อมในการจัดการเรื่องต่าง ๆ อย่างมีระบบ และยังมีจิตวิทยาในการเข้าร่วมกับคนที่เพิ่งรู้จักกัน ได้ดีทีเดียว

แต่ก้อมีบางกรณีที่การจัดทำโครงการออกมาแล้ว มีคนไม่เข้าใจ หรืออาจจะมองกันคนละมุมมองอย่างเช่น
โครงการปลูกป่า จะต้องมีการตัดถางต้นไม้เล็ก ๆ หรือต้นหญ้าออกไป เพื่อที่ต้นไม้หรือต้นหญ้าเหล่านั้นจะได้ไม่ขึ้นมาปกคลุมต้นไม้ที่เพิ่งปลูกไป คนที่ไม่เข้าใจก้อจะออกมาว่า ว่าเป็นการปลูกหรือการทำลายกันแน่ "พูดไปพูดมา มันก้อเข้าข่ายเด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวนนั่นหละครับ" พี่กอล์ฟกระทบกระเทียบ พูดถึงเรื่องนักอนุรักษ์กับนักวิชาการแล้วยิ่งปวดหัว เพราะเรื่องบางเรื่องมันไม่สามารถเอามาใช้กันได้ในทุกที่ หรือบางเรื่องก้อสวนทางกันเลย

คุยไปคุยมาก้อมาถึงเรื่องเรือหางยาวที่ชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ใช้ล่องลำน้ำสัญจรไปมา ระหว่างหมู่บ้าน หรือสำรวจป่า ว่าเสียงดังรบกวนสัตว์ป่า พี่กอล์ฟอธิบายว่า สัตว์มันไม่รู้หรอกว่าเสียงอะไร มันแค่รับรู้ว่าเป็นเสียงแปลก ๆ เท่านั้นเอง อย่างเช่นมีอยู่คราวหนึ่ง ตอนออกมาสำรวจป่า พี่เชษฐ์ไปเจอกวางรุ่น ๆ ตัวหนึ่ง แทนที่มันจะกลัวคน มันกลับไม่สนใจที่จะหนี แถมยังเดินตามคนอีก พี่เชษฐ์ต้องไล่เตะมัน เพื่อจะได้ให้มันรู้ว่า ไม่ควรอยู่
ใกล้คน ไม่งั้นเจอพวกล่าสัตว์จะอันตราย พูดถึงเรื่องล่าสัตว์ พี่กอล์ฟก้อได้เล่าให้ฟังว่า พวกล่าสัตว์จะนั่งเรือหางยาว ทวนน้ำกันขึ้นมาตอนกลางวัน พอตกกลางคืนก้อจะดับเครื่องเรือ ล่องตามน้ำลงมาแล้วใช้สปอร์ตไลท์ส่องตามตลิ่งทั้งสองฝั่ง ถ้าเจอแสงสะท้อนของตาสัตว์ก็จะใช้ปืนยิงทันที โดยไม่สนใจว่าเป็นตาของสัตว์อะไรก็ตาม พอยิงได้ก็จะเอาเรือเทียบฝั่งขนเอาสัตว์ป่าเหล่านั้นออกไปขาย ไม่ใช่มีแต่สัตว์ป่าเท่านั้น ยังมีการลักลอบตัดไม้กันอยู่ด้วย ซึ่งก็จะใช้วิธีอย่างเดียวกันในการขนย้าย ไม้ที่การลักลอบตัดกันส่วนใหญ่จะเป็น "ไม้หลุมพอ" ซึ่งเหลือไม่เยอะเท่าไหร่แล้ว สำหรับคนที่ไม่รู้จักไม้หลุมพอ ก็ขอให้คิดอย่างนี้ละกันว่า คุณค่าของไม้หลุมพอที่มีอยู่ทางภาคใต้เปรียบเหมือนกับไม้สักทางภาคเหนือนั่นหล่ะครับ

ดังนั้นพวกเจ้าหน้าที่จึงต้องเหนื่อยกับการออกตรวจจับคนเหล่านี้อยู่มาก ทุกครั้งที่มีการออกตรวจหรือพาคนมาเที่ยว ทางเจ้าหน้าที่จะตั้งแคมป์ริมน้ำและทำที่ผูกเปลเป็นเสา
สามเส้าทิ้งไว้ เพื่อให้คนเหล่านั้นรู้ว่ามีเจ้าหน้าที่มาตรวจอยู่บ่อยๆ ทำให้ปัญหาการลักลอบล่าสัตว์และตัดไม้ลดน้อยลงไปอย่างมาก แต่ปัญหามันยังไม่ได้หมดอยู่แค่นั้น ทางเจ้าหน้ายังต้องเจอปัญหากับพวกผู้มีอิทธิพลที่สูญเสียรายได้และผลประโยชน์ บางครั้งก็เป็นเจ้าหน้าที่บ้านเมืองซะเองที่เป็นตัวการ พี่พงศาหัวหน้าหน่วยฯก็เคยโดนกลั่นแกล้งว่ามีไม้เถื่อนครอบครองอยู่ ทำให้โดนจับขังคุก แต่ก็ได้ชาวบ้านร่วมกันประท้วงเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ไม่ถูกดำเนินคดี

พี่กอล์ฟเองก็เคยโดนตามฆ่า เนื่องจากไปจับกุมพวกตัดไม้ที่มีพวกผู้มีอิทธิพลหนุนหลังอยู่ พอได้รับฟังปัญหาและอุปสรรคต่างๆที่ทางเจ้าหน้าที่หน่วยฯต้องเจอ ประกอบกับการที่เวลานี้ผมเองก็กำลังอาศัยผืนป่าแห่งนี้เป็นที่พักพิงหลับนอน เสียงของน้ำในลำธารที่ไหลสะท้อนก้องคุ้งน้ำ มันตอกย้ำความเจ็บปวดที่ผืนป่าแห่งนี้ถูกกระทำ และทำให้ผมได้เข้าใจถึงหัวจิตหัวใจของคนที่พยายามอนุรักษ์ป่าต้นน้ำแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี ผมกับนกน้อยนั่งคุยกับพี่กอล์ฟถึงเวลาประมาณห้าทุ่ม ก็ขอตัวเข้านอนกัน นกน้อยมุดเข้าไปนอนในเต็นท์ ส่วนผมนอนข้างนอกใต้ฟรายชีทกับพวกพี่กอล์ฟ ก่อนนอนผมได้เดินออกไปดูดาวบนท้องฟ้า ซึ่งผมมักจะทำเวลาไปเที่ยวตามที่ต่างๆเสมอ มันทำให้ผมมีสมาธิที่จะคิดทบทวนเรื่องต่างๆมากมายที่ผ่านเข้ามาในชีวิต และยังช่วยพยากรณ์สภาพอากาศในคืนนั้นด้วย คืนนี้ยังมีดวงดาวอยู่เต็มท้องฟ้า ถึงแม้จะไม่สว่างไสวมากนักก็ตาม.


อ่านต่อวันที่ 2


 เชิญร่วมแสดงความคิดเห็นกับทริปนี้ได้เลยครับ


ชื่อหรืออีเมล์ :
ข้อความ :
        
    
   
ข้อความที่ท่านได้อ่าน เกิดจากการเขียนโดยสาธารณชน และส่งขึ้นมาแบบอัตโนมัติ เจ้าของเว็บบอร์ด ไม่รับผิดชอบต่อข้อความใดๆ ทั้งสิ้น เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นความจริงหรือ ชื่อผู้เขียนที่ได้เห็นคือชื่อจริง ผู้อ่านจึงควรใช้วิจารณญาณในการกลั่นกรอง และถ้าท่านพบเห็นข้อความใดที่ขัดต่อกฎหมายและศีลธรรม หรือเป็นการกลั่นแกล้ง เพื่อให้เกิดความเสียหาย ต่อบุคคล หรือหน่วยงานใด กรุณาส่ง E-mail มาที่ info@hyperventure.com เพื่อให้ผู้ควบคุมระบบทราบและทำการลบข้อความนั้นออกจากระบบต่อไป.
ติดต่อลงโฆษณา / ผู้ดูแลเว็บ
คุณกนกเพชร  ทองสุข (เพชร)
มือถือ  : 081-566-2399

mailhyper
หน้าแรก : ข่าวสาร ไฮเปอร์ | สมัครสมาชิก | ไฮเปอร์ ลิ้งค์ | ดาวน์โหลด | คนไฮเปอร์ | ติดต่อทีมไฮเปอร์
แมกกาซีน : สำรวจถ้ำ | แบกเป้เดินป่า | ปีนผาพิชิตใจ | จับพายเล่นคายัค
กิจกรรม : ทริปสำรวจ | ทริปที่ผ่านมา | จัดทริปให้เที่ยว | เปิดคอร์สสอน Adventure | เทคนิคจากไฮเปอร์
รวมบอร์ด : รวมสนทนา | พูดคุยเรื่องถ้ำ | พูดคุยเรื่องเดินป่า | พูดคุยเรื่องปีนผา | พูดคุยเรื่องคายัค | พูดคุยเรื่องโรยตัว
Shop ไฮเปอร์ : แนะนำอุปกรณ์ | ไฮเปอร์ Sale | อุปกรณ์ให้เช่า | ของที่ระลึกจากไฮเปอร์
ไฮเปอร์เซอร์วิส : บริการหน้าผาให้เช่า | รับจัดกิจกรรม Adventure
ศูนย์รวมดีๆ ที่นี่ : รวมแหล่งปีนผา | รวมร้านขายอุปกรณ์ | ที่พัก โรงแรม รีสอร์ท | เที่ยวไปกินไป
Copyright © 2004 by Adventure Planet. All rights reserved.